[Fan fiction Reborn!]Human & Love <6996>
posted on 14 Feb 2008 20:06 by saso-kun in Fictionsผ่าง ผ่าง ผ่าง
ปั่นทันจนได้ โปรเจ็ควาเลนไทน์ TTATT b ปลื้มแทบน้ำตาไหล ไม่คิดว่าภายใจ 7 วันจะเสร็จ (นานชิมิ ถ้าคนปกติอย่างมากแค่2-3วันก็เรียบร้อยแล้ว แต่ผมมันไม่ใช่ยังงั้นอ่ะก๊าบ กว่าจะได้เป็นเรื่องเป็นราวก็นานพอดู-*- พูดง่ายๆคือคิดช้านั่นแหละ)
มันคือฟิคสนองนี้ดดีดีนี่เอง หึหึหึ (มีเรื่องไหนมั่งที่เอ็งไม่สนองนี้ด) เพราะฉะนั้นมันจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากน่ำเน่าสุดขอบอวกาศ(เหรอ?)
ไม่ต้องบอกคงรู้นะว่าคู่ไหน....
ไม่วาย (เพราะทำใจไม่ได้ ธาตุไฟเข้าแทรกระหว่างแต่ง)
ไม่ยูริ (เพราะมันไม่มีให้ชวนจิ้น)
มันคือนอร์มอล(โว้ย~ลีลาอยู่นั่นบอกชาวบ้านเค้าไปเลยเซ่)
6996 ครับพี่น้องงงงงงงงงงงงงงง
ฮูเร ขอเสียงหน่อยยยยย (เป่าปี่ตีตะโพนเป็นbgm)
++++++++++++++++++++
.....14 กุมภา...วันแห่งความรัก.....
.....แล้วยังไงล่ะ...?ต่างจากวันธรรมดาตรงไหน....?
....แค่ซื้อกุหลาบ ให้ช็อกโกแลตกัน บอกรักกับคนที่ตัวเองชอบ แค่นั้น...ก็เป็นวันพิเศษแล้วเหรอ....?
....ตลกนะ....ที่มนุษย์เห็นความรักเป็นเรื่องสำคัญเหลือเกิน....
....ทั้งที่ความรักเหล่านั้นก็มอบให้เพียงผู้ที่เป็นมนุษยด้วยกันเอง....
---------------------------------
13 Feb. 23.00 น./ โกคุโยแลนด์
....ติ๊กต่อก...ติ๊กต่อก...
เข็มนาฬิกากระดิกไปตามเลขบนหน้าปัดบอกเวลาใกล้เช้าวันใหม่ เสียงไหวเข็มอย่างเกียจคร้านดังเป็นจังหวะแข่งกับเสียงหายใจอย่างสม่ำเสมอของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์...ใบหน้าคมคายแสดงเพียงอาการอยู่ในภวังค์ นัยน์ตาสองสีอันเป็นเอกลักษณ์กราดมองไปทั่วบริเวณรกร้างผุพัง...สถานที่ที่พวกเขาถือวิสาสะยึดเป็น”บ้าน” สถานที่เพียงแห่งเดียวในโลกที่อาศัยอยู่ได้อย่างสนิทใจ...อย่างน้อย ก็ตอนนี้...
...ติ๊กต่อก...
เข็มวินาทียังเดินตามหน้าที่ ถึงเป็นเรื่องปกติของนาฬิกาที่ยังมีถ่านเป็นแหล่งจ่ายพลังงาน แต่สำหรับโรคุโด มุคุโร่แล้วมันออกจะน่ารำคาญ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังปล่อยให้มันดังอยู่เรื่อยไป เพื่อให้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เขาชินกับชีวิตแบบ”ปกติ”...
เกือบสัปดาห์แล้วที่ออกจากวินดพีเซ่ เวลาหนึ่งปีกว่าในคุกมืดทำให้อะไรๆในโลกภายนอกดูไม่คุ้นเคยเสียหมด...ไม่ว่าจะเป็นเสียงแสงไฟจากหลอดนีออนที่แสนแสบตา หรือ เสียงหัวเราะ โวยวายแบบบ้านแตก...ทั้งที่ในอดีตเขาจะคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ...
....บางที...อาจเป็นเพราะชีวิตในวินดีเซ่เย็นเยียนและเงียบงันเกินไป...ทรมานเกินไป จนแทบลืมไปแล้วว่าการใช้ชีวิตอย่าง”ปกติ”มีความสุขอย่างไร....
ในขณะที่เขาใช้ชีวิตเป็นซากศพในที่แห่งนั้น...”คนของเขา”ต่างก็เติบโตขึ้น...พร้อมกับหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป....
โดยเฉพาะโคลมที่น่ารักของเขา...จากเด็กหญิงที่นิ่งเงียบดูเศร้าอยู่ตลอดเวลากลายเป็นสาวน้อยที่สดใสตามวัยติดโลดโผนนิดๆ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักแต่งตัว...ที่ดูก็รู้ว่าได้รับอิทธิพลมาจากพี่สาวเจ้าสโมกกิ้งบอมบ์ ยิ่งไปกว่านั้นเคนยังเล่าให้ฟังว่าโคลมกำลังหัดขับมอร์เตอร์ไซค์ตามแรงยุของเด็กบ้านวองโกเล่...โดยมีกรรมการรักษาระเบียบโรงเรียนนามิเป็นคนฝึกให้(เป็นข่าวที่...ไม่น่าเชื่อแต่เป็นไปแล้ว-*-)
“...เฮ้อ...” ถอนหายใจเป็นเสียงที่สาม...ไม่ใช่เพราะเหนื่อยใจหรือกลุ้มกับการเปลี่ยนไปของคนที่เป็นเหมือนน้องสาวคนเล็ก เข้าใจว่านั่นเป็นธรรมชาติของเด็กอายุ 15 เขาไม่คิดจะห้ามเธอไม่ให้คลุกคลีกับพวกวองโกเล่...ถึงแม้จะเป็นพวกมาเฟียที่พวกเขาควรเกลียดชัง...
....แต่ถอนหายใจเพราะอิจฉา....ทั้งที่ก่อนหน้าเธอเป็นเพียงเด็กที่ไม่มีใครต้องการเหมือนพวกเขา...หากตอนนี้เธอกลับเป็นคนที่ได้รับความรักจากใครๆง่ายดายเหลือเกิน...ขณะที่เขา เคน หรือจิคุสะ ยังเป็นที่หวาดกลัวสำหรับคนอื่นๆ...
เพราะเหตุนี้กระมัง...ทำให้เขาไม่รู้สึกใดๆกับวันวาเลนไทน์ในพรุ่งนี้แม้แต่น้อย....?
....เพราะ “ปิศาจ” ไม่ได้รับและไม่ต้องการ “ความรัก”...?
ติ๊กต่อก
เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาห้าทุ่มหกนาทีแล้วบอกตัวเองให้เลิกคิดมาก มุคุโร่ลุกจากขอบหน้าต่างพาตัวเองออกไปจากห้องโดยหวังว่าในครัวจะมีนมอุ่นๆสักแก้วให้ดื่มก่อนนอน...ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่บอกว่าดื่มนมอุ่นก่อนนอนแล้วจะหลับสบาย...
บันไดง่อนแง่นส่งเสียงครางเบาๆเมื่อร่างสูงวางเท้าลงไป...แต่ก็ยังดังน้อยกว่าเสียงกรนของสมาชิกจอมโวยวายที่ยึดเอาใต้บันไดเป็นที่นอน(หรือรังนอน??) กระนั้นเด็กหนุ่มก็เดินลงบันไดอย่าช้าๆเพื่อไม่ให้เกิดเสียง...เพราะรู้ดีว่าแค่นกกระพือปีกก็ทำให้คนใต้บันไดตื่นได้
....ฝันดีรึเปล่านะ...?
คิดเล่นๆในใจและภาวนาให้เป็นแบบนั้น...ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่คนคนนี้ไม่เคยหลับอย่างสนิทใจ...
...ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงครึ่งหลับครึ่งตื่นเพื่อคอยคุ้มกันเขา...
เหยียดยิ้มจางๆให้ของตัวเอง นึกขำที่ตอนนี้คนครึ่งหลับครึ่งตื่นกลับเป็นเขาเอง...
ก้าวเท้าไปตามทางเดินโล่งๆ ต้องขอบใจโคลมที่ช่วยเก็บกวาดให้ ถ้าไม่มีเธอสักคนป่านนี้เขาคงสะดุดอะไรบางอย่างล้มหน้าคว่ำไปแล้ว...
นัยน์ตาสองสีจ้องแสงไฟที่ส่องลอดบานประตูห้องครัวแล้วมุ่นคิ้วนิดๆ นึกสงสัยว่าใครกันที่ยังไม่หลับไม่นอนทั้งที่เวลาใกล้วันใหม่ไปทุกที....
ผลักบานประตูเข้าไป ปรับสายตาสู้กับแสงนีออนที่สาดจากในห้อง
“ท่านมุคุโร่...?” เสียงอ่อนหวานทัก ทันทีที่เห็นเด็กหนุ่มเปิดประตูเข้ามา
“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ? จะเที่ยงคืนแล้วนะ” ถามพลางไล่สายตาไปสะดุดกับร่างเล็กๆที่ยืนหันหน้าเข้าหาอ่างล้างจาน ในมือขัดอะไรบางอย่างที่เปื้อนคราบสีน้ำตาลไหม้
“พอดีคิดว่าจะทำของขวัญวาเลนไทน์น่ะค่ะ” ตอบเสียงเบาๆก่อนจะหันไปทางอ่างล้างจานต่อ
“ช็อคโกแลตเหรอครับ?” เด็กหนุ่มชะโงกหน้าเหนือหม้อสแตนเลสที่ตั้งอยู่บนเตา แม้สิ่งที่อยู่ภายในจะเหมือนช็อคโกแลตทั่วไป หากกลิ่นออกจะแปลกๆ ค่อนไปทางขมมากกว่าหวาน
“เอ้อ มันเสียแล้วล่ะค่ะ” โคลมรีบเอื้อมมือไปคว้าภาชนะบนเตามาก่อนที่มุคุโร่จะเห็นอะไรชัดเจนกว่านี้
“ไหม้เหรอครับ?” ถามพลางหัวเราะเบาๆ แม้จะเดาสุ่มไปอย่างนั้นแต่พวงแก้มขาวๆที่ขึ้นสีทันทีที่ทักก็พอจะฟ้องได้ว่าเดาถูก....หรือไม่ก็ใกล้เคียง
“ช่างฉันเถอะค่ะ” บ่นอุบอิบกับตัวเอง ก้มหน้างุดๆในแบบที่ดูแล้วก็น่าเอ็นดูไปอีกแบบ
“ทำให้เคนกับจิคุสะเหรอครับ?”
เด็กสาวพยักหน้าแทนคำตอบ...ร่างสูงปรายตามองข้าวของกองสุมๆบนโต๊ะก็พอรู้สึกได้ว่าสาวน้อยตั้งใจทำพอสมควร...เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้าให้ล้มเลิกตอนนี้ก็น่าเสียดาย...อีกอย่างคะเนจากขวดพลาสติกเปล่าบนโต๊ะก็คงบอกได้ว่าไม่เหลือนมให้ดื่มก่อนนอนอย่างที่ตั้งใจ
“พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์สินะ” เหลือบมองนาฬิกาบนผนังแล้วเอ่ยปากกับเด็กสาว “ไหนๆก็นอนไม่หลับกันแล้ว เรามาช่วยพยายามกันอีกครั้งดีมั้ย?”
“ตอนนี้น่ะเหรอคะ?” มุ่นคิ้วนิดๆกับคำชวนที่ไม่คาดคิด...โดยเฉพาะชวนในเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะตีหนึ่งแบบนี้ “แต่...ดึกแล้วนะคะ ของที่ใช้ทำก็หมดแล้วด้วย”
“ออกไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อก็ได้นี่ครับ” เอื้อมมือตบบนบ่าบาง ขยับยิ้มละไม “นะ...ถ้าโคลมไม่อยากทำ อย่างน้อยไปเป็นเพื่อนผมซื้อของหน่อยก็ยังดี”
“แต่ว่า...”
“เอาเป็นว่าตกลงนะครับ” พูดเองตีความไปเอง ยิ้มหวานอย่างที่ปฏิเสธยากก่อนจะออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี “ให้เวลาเตรียมตัวสิบนาที แล้วลงมาเจอกันครับ”
“เดี๋ยวค่ะ...ฉัน” แต่คู่สนทนาไม่อยู่ฟังเสียแล้ว ทิ้งให้โคลมยืนงงอยู่กับพฤติกรรมแปลกๆของเขา
“เป็นอะไรของเขาน่ะ?”
++++++++++++++++++++++++++++
13 กุมภา 23.55 น/ ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง
“ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ” เสียงแจ๋วๆของพนักงานนกแก้วเอ่ยกับมุคุโร่พร้อมส่งยิ้มที่ถูกเรียกลับหลังว่า “ยิ้มค้าขาย” ที่ดูแล้วตรึงตาชวนกลับมาใช้บริการบ่อยๆ
เด็กหนุ่มเพียงยิ้มตอบ รับของในถุงกระดาษ
“ให้ฉันช่วยนะคะ” ร่างเล็กเสนอตัว และไม่รอคำตอบก็หอบเอาถุงนั้นไปถือเสียเอง
“จะไหวเหรอครับ ของเยอะนะ” เลิกคิ้วในเชิงถามเมื่อคะเนน้ำหนักจากสายตาแล้วก็หยิบถุงน้ำตาลทรายจากโคลมใส่รวมกับของในมือตัวเอง “ผมช่วยถือไอ้นี่ให้แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
“แหม...เป็นพี่น้องที่น่ารักจังเลยนะคะ” แม่พนักงานคนสวยหันมาพูดกับทั้งสองคน ด้วยความเข้าใจไปเองว่าเป็นพี่น้องกัน ทั้งที่ฟังสรรพนามแทนตัวเองก็ออกจะห่างเหิน
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยอีกครั้งกับอีกคน ขยับยิ้มน่ามองให้หญิงสาว ในแบบที่เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่าโคลมเข้าสังคมเก่งกว่าเมื่อก่อน
“ไปกันเถอะค่ะ” มือเล็กกระตุกแขนเสื้อ ร่างสูงพยักหน้าตอบ ผลักประตูกระจกให้เด็กสาวออกไปก่อน
“ทำไมถึงยอมรับกับเค้าแบบนั้นล่ะครับ?”
“ความจริงฉันก็อยากให้ใครทักแบบนั้นอยู่เหมือนกันนะคะ” เขี่ยนิ้วบนแก้มแก้เขิน “...มันทำให้ฉันรู้สึกว่า...ฉันกับท่านมุคุโร่ไม่ได้ห่างเหินกันเท่าไหร่”
“....” เด็กหนุ่มมองหน้าเงียบๆ ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่บอกกับตัวเองว่าเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วจริงๆ
“ดูท่าจะหนักนะคะ...รู้อย่างนี้น่าจะเอามอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่แรก” คนตัวเล็กเปรยกับเขา มุ่นคิ้วนิดๆกับน้ำหนักของที่กว่าจะหิ้วไปถึงโกคุโยแลนด์คงเมื่อยมิใช่น้อย
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม ถึงแม้ในใจจะเห็นด้วยอยู่กลายๆ แต่ในเมื่อเขาเป็นคนออกปากชวนเธอเองว่าให้เดินมาคงว่าอะไรมากไม่ได้
เด็กหนุ่มละสายตา มองตรงไปตามทางข้างหน้า ...ทำตัวให้ปกติ...แต่ก็ได้ไม่นาน
ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ชะตาเขาประจวบเหมาะกับกรรมการรักษาระเบียบโรงเรียนข้างเคียงนัก...ทั้งที่อุตส่าห์แอบ(?)ออกมาตอนกลางค่ำกลางคืน ก็ยังจ๊ะเอ๋กันจนได้...แถมตอนนี้ยังดูเหมือนจะมากันยกโรงเรียน
มุคุโร่มองกลุ่มกรรมการรักษาระเบียบโรงเรียนนามิที่อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนพร้อมมอเตอร์ไซค์คู่ชีพของแต่ละคนจนเผินๆดูเหมือนแก๊งอะไรสักอย่าง...แต่ไม่ต้องบอกก็คงเดาได้ว่ามารอเก็บค่าคุ้มครองพ่อค้าแม่ขายที่จะมาตั้งบูทขายของในเช้าวันรุ่งขึ้น
ถอนหายใจหน่ายแล้วหันกลับมาที่เดิมเตรียมจะพาเพื่อนร่วมทางอีกคนกลับ ทว่า....
“คุณคุสะ~” เสียงหวานร้องเรียกรองกรรมการฯหน้าโหดก่อนที่มุคุโร่จะทันห้าม แถมยังโบกมือทัก...และไม่น่าเชื่อว่าทางฝ่ายโน้นจะโบกมือตอบมาอีกต่างหาก
....ระหว่างที่ไม่อยู่...เค้าสนิทกันถึงขั้นไหนเนี่ย...?”
“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า โคลมจัง” ร่างสูงถึงและบึกบึนยิ้มบานแฉ่งพลางเดินเข้ามาหา....ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งรู้สึกน่าขนลุกอย่างไรพิลึก
“คือ...อยากจะขอยืมรถหน่อยได้มั้ยคะ?” คำขอที่ทำเอาหนุ่มตาสองสีสะดุ้งแทน...ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะกล้าถึงขนาดนี้
“แหม เรื่องนั้น...” คุสะหัวเราะแหะๆ เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มจืดจาง
“ก็ให้เค้ายืมไปสิ” เสียงบุคคลที่สามแทรกกลางวงพร้อมร่างเพรียวบางเหมือนผู้ชายไม่เต็มตัวของหัวหน้ากรรมการรักษาระเบียบก้าวออกมาด้วยมาดราวราชา
“คุณเคียว” คุสะเรียกชื่อเบาๆ แต่ฮิบาริ เคียวยะไม่ได้สนใจ นัยน์ตาคู่คมปรายไปที่มุคุโร่แวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปที่โคลม
“กล้าดีนี่ มาขอยืมรถลุกน้องที่น่ารัก(?)ของฉันดื้อๆแบบนี้”
“ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ” เด็กสาวยิ้มไร้เดียงสาที่ไม่รู้ว่าพาซื่อหรือวอนหาเรื่อง
“มาทำอะไรดึกป่านนี้ล่ะ” ถามอีกคนแต่สายตากลับจ้องที่เด็กหนุ่มข้างหลัง “แถมยัง...มากับเจ้านั่น”
“ก็ซื้อของทำช็อคโกแลตไงคะ” ตอบก่อนที่มุคุโร่จะทันเอ่ยปาก นัยน์ตาสีสวยจ้องตรงๆไปที่ผู้พิทักษ์เมฆาโดยไม่มีท่าทีประหม่าเหมือนแต่ก่อน “คุณฮิบาริสนใจมั้ยล่ะคะ พรุ่งนี้ฉันจะทำไปให้ก็ได้นะ”
เป็นคำพูดที่ไม่ว่าใครก็ลงความเห็นเหมือนกันว่ากล้าเสียนี่กะไร สองหนุ่มนอกวงสนทนาอดเหลือบมองหน้าผู้พิทักษ์คนเก่งเพื่อเตรียมรับมือหากเกิดการปะทะ...ที่นอกเหนือจากการปะทะคารม
“คิดว่ากำลังพูดกับใคร ยัยสายหมอก” เสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยเนื้อความเหมือนเคืองๆ หากเหยียดยิ้มที่ดูยากว่าคิดอะไรอยู่ “ช่างเถอะ...เมื่อกี้บอกว่าขอยืมรถสินะ?”
ฮิบาริโยนกุญแจให้คุสะ ลิ่วล้อหมายเลขหนึ่งรับมาแล้ววิ่งไปสตาร์ทมอร์เตอร์ไซค์คันงามออกมาจอดต่อหน้าเด็กสาว
“พรุ่งนี้เอามาคืนด้วยล่ะ” เอ่ยพลางหันหลังกลับไป
“ขอบคุณค่ะ” โคลมส่งเสียงไล่หลัง ฮิบาริชะงักนิดหนึ่งกันมาเอ่ยทิ้งท้าย
“จะรอช็อคโกแลตแล้วกัน...”
สาวน้อยอมยิ้มกับคำพูดนั้น ส่งของในมือให้มุคุโร่ ก้าวขาคร่อมมอเตอร์ไซค์ที่ออกจะสูงเอาการ เด็กหนุ่มนึกขอบใจที่วันนี้เธอใส่กางเกงยีนส์มา
“จะดีเหรอครับ แบบนี้” ถามอย่างไม่แน่ใจขณะวางของไว้ที่กล่องหลังรถที่มีคราบสีแดงแห้งกรังป้ายแปะอยู่ตามขอบมุม...ไม่รู้คิดมากไปเองรึเปล่า แต่มันดูเหมือนคราบเลือดอย่างไรพิกล
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณฮิบาริใจดีออก” ตอบพลางหัวเราะ ปล่อยให้อีกคนขมวดคิ้วกับคำจำกัดความของคำว่า “ใจดี” ในความหมายของเธอ “ขึ้นมาสิคะ จะไปกันแล้วนะ”
แม้จะข้องใจแค่ไหนแต่ก็ยอมทำตามโดยดี...ไม่รู้คนวัยรุ่นสมัยนี้นิยมรถแบบไหน แต่เขารู้สึกว่ามันนั่งลำบากพิลึก ชะโงกดูพี่พักเท้าก็ไม่มี อย่างกับออกแบบมาเพื่อสามีที่หาข้ออ้างไม่อยากให้ภรรยา(ซึ่งแต่งงานเกิน10ปี)ซ้อนท้าย....
ไม่มีเวลาจะคิดเรื่องหยุมหยิมเมื่อจู่ๆพาหนะก็ทะยานไปข้างหน้าปานติดไอพ่น มุคุโร่รีบคว้าบางส่วนที่พอจะทำให้ทรงตัวอยู่ได้ ตกใจจนเกือบอุทานออกมา แต่อีกคนกลับหัวเราะ
“ขอโทษค่ะ ลืมไปว่าคุณคุสะเพิ่งเอาไปแต่งเครื่องมา”
ค่อยๆผ่อนความเร็วตามลำดับจนถึงขั้นที่ไม่น่าหวาดเสียว แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็อดสบถดังๆในใจไม่ได้
...ชีวิต”ปกติ” น่ากลัวจริงๆ...!
++++++++++++++++++++++
14 กุมภา 00.20น./ถนนร้างผู้คน
....ดาวสวย....
คือความคิดแรกเมื่อเขาแหงนหน้ามองฟ้าได้อย่างสนิทใจ เนื่องจากชินแล้วกับความเร็วที่ 40 km./hr.
ดูเหมือนตอนนี้โคลมจะรู้จักเส้นทางในเมืองนี้และข้างเคียงดีกว่าเขาเสียอีก...นี่ก็พาตระเวนไปตามที่ต่างๆจนทั่ว...และกำลังตรงดิ่งกลับโกคุโยแลนด์
เด็กหนุ่มปิดเปลือกตาลงช้าๆปล่อยให้สายลมปะทะใบหน้าตลอดจนเรือนผมที่ปล่อยให้ยาวเลยบ่า สูดลมหายใจลึกๆอย่างที่ไม่ได้ทำมาแสนนาน...หากเทียบกับอากาศจากสายส่งออกซิเจนแล้วคงสะอาดไม่เท่า หากในแง่ความรู้สึก อย่างไรเสียอากาศเจือมลภาวะภายนอกยังให้ความรู้สึกสบายใจมากกว่าชนิดเทียบกันไม่ได้
...ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้...ความรู้สึกที่ชวนปล่อยวางทุกอย่างที่อัดอั้นในใจ...อุดมการณ์....จุดมุ่งหมาย...ความแค้น
“ท่านมุคุโร่...” เสียงหวานทำลายความเงียบด้วยอาการเอ่ยเชิงขออนุญาต “...ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ”
“ครับ...?”
“ทำไมถึงคิดจะทำช็อคโกแลตล่ะคะ?”
นัยน์ตาต่างสีกระพริบหรี่ปรือ มองฟ้าเกลื่อนดาวด้วยความว่างเปล่า
“ผมก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละครับ ว่าเวลาทำอะไรสักอย่างให้ใครเป็นยังไง” เว้นช่วงนิดหนึ่ง แทนด้วยการถอนหายใจเบาๆ “ผมเคยเกลียดวาเลนไทน์นะ เพราะมันเป็นวันที่ทำให้ผม เคน จิคุสะรู้สึกว่าเป็นคนกลุ่มเดียวในโลกที่ไม่ได้รับครามรัก”
โคลมเหลือบมองใบหน้าคมที่สะท้อนในกระจก ใบหน้านั้นระบายยิ้มละไมราวกับกำลังพูดถึงบางเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ
....ทำไมถึงพูดเรื่องน่าเจ็บปวดแบบนั้นด้วยรอยยิ้มอยู่ได้นะ.....?
“ผมอิจฉาโคลมนะ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบกระซิบ ราวจะปิดบังความเศร้าที่เจืออยู่ด้วย...นัยน์ตาคู่คมยังจำภาพการทักทายอย่างสนิทสนมของโคลมที่น่ารักกับฮิบาริ เคียวยะ...แม้แต่คนที่เป็นเจ้าชายน้ำแข็งแบบนั้น...ยังยิ้ม เล่นหัวด้วยอย่างกับสนิทกันมาแรมปี
“เธอเป็นคนที่...วองโกเล่หรือแม้แต่พวกคุณฮิบาริยังรัก...ถึงไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว...เป็นในฐานะเพื่อน น้องสาว รึคนที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ” ยิ้มแกนๆให้กับตัวเอง ก่อนจะเอนศีรษะวางบนลาดไหล่บาง ซ่อนสีหน้าไว้ในวามมืด “ตอนที่ผมอายุเท่าโคลม...ผมมัวทำอะไรอยู่นะ ถึงไม่เห็นว่ามันสำคัญ....พอถึงตอนนี้ก็ได้แต่อิจฉาคนอื่นๆที่ได้รับความรัก”
“ท่านมุคุโร่...” เรียกอย่างไม่ต้องการคำตอบรับ...เพิ่งเข้าใจว่าใต้ “เปลือก” ของคนคนนี้ก็เป็นแค่คนเหงาๆคนหนึ่ง...ทั้งที่เธอเองอยากพูดอะไรมากกว่านี้...หากรู้ดีว่าการที่ผู้ชายแสดงว่าต้องการบางสิ่งเป็นเรื่องน่าอาย...อย่างน้อยก็ในสายตาของเขาเอง...จึงไม่ควรที่เธอจะทำอะไรที่แสดงว่าเห็นใจหรือสงสาร...เพราะนั่นคือการบอกทางอ้อมว่าเขากำลังอ่อนแอ...
“โคลม...” เรียกเบาๆราวเสียงกระซิบจากอีกโลก “ผมเป็นอย่างนี้...เคนกับจิคุสะจะหัวเราะรึเปล่านะ?”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” มือเล็กปล่อยจากแฮนด์มอเตอร์ไซค์ลูบเบาๆบนเรือนผมของอีกฝ่าย “เคนกับจิคุสะก็ไม่ต่างจากท่าน...ต้องการความรัก ในฐานะ...’มนุษย์’คนหนึ่ง”
.....ในฐานะ”มนุษย์”คนหนึ่ง....?
....ไม่ใช่...เราไม่เคยเป็นมาตั้งแต่แรกแล้ว....
....ในวัยเด็ก...เราเป็นเพียงสัตว์ทดลอง...
....ต่อหน้าวองโกเล่....เราคือปิศาจ....
....ในคุกมืด...เราคือซากศพที่รอคำพิพากษา....
....เด็กคนนี้มองโลก....หรือใครๆในแง่ดีเกินไป...ใจอ่อนเกินไป....
....คนแบบนี้จะอยู่กับพวกเราได้ไม่นาน....
แค่คิดว่าสักวันหนึ่งโคลมจะเดินจากไป...ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ก็ก่อขึ้นในใจ...ไม่เชิงกลัว...ไม่ใช่กังวล....หากคล้ายอารมณ์หนึ่งของเด็กที่หวงตุ๊กตาของตนเอง แม้มันจะเก่า หรือไร้ประโยชน์แล้วก็ตาม
เงยหน้าขึ้นจากลาดไหล่ แตะเบาบนมือเล็ก ฝ่ามือที่เคยอ่อนนุ่ม บัดนี้กลายเป็นกระด้าง คงเป็นผลจากการจับอาวุธบ่อยครั้ง...ทั้งที่เด็กไร้เดียงสาแบบนี้ สิ่งที่อยู่ในมือควรเป็นดอกไม้มากกว่าศาสตราเปื้อนเลือด
วางมือบอบบางไว้ในที่ที่ควรอยู่...ต่อจากนี้ไม่มีอีกแล้วที่มันจะสัมผัสอาวุธเพื่อทำลายสิ่งใด...เขาจะเป็นคนลงมือเอง ปล่อยให้เธอแตะต้องในสิ่งที่ควรแตะต้อง ทำในสิ่งที่อยากทำ ยกเว้นอย่างเดียวคือปล่อยมือจากพวกเขาไป...ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องทำลายเธอทิ้ง...เหมือนตุ๊กตาที่เล่นจนเบื่อ...
....เขามีสิทธิ์ทำอย่างนั้น...ในเมื่อเขาเป็นคนให้ชีวิตเธอ...ก็ย่อมทำลายได้เช่นกัน...
....แต่ก่อนเวลานั้นจะมาถึง...เขามีสิ่งหนึ่งที่อยากรู้....
“โคลม....”
“คะ...?”
“เวลากอดใครซักคนจะรู้สึกยังไงนะ?”
“...คง....อุ่นมั้งคะ ไม่รู้สิ”
“เป็นความรู้สึกที่ดีใช่มั้ยล่ะ?”
“อาจจะใช่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น...โคลม...วาเลนไทน์นี้ผมขออย่างนึงได้มั้ย?”
“อะไรคะ?”
“.....ขอกอดหน่อยได้มั้ย?”
”.......”
ไม่มีคำตอบใด เด็กสาวกดเบรก ล้อยางเสียดสีพื้นถนนจนแสบแก้วหู ลงขาตั้งแล้วค่อยก้าวมายืนบนพื้น นัยน์ตาสีสวยจ้องตรงมาที่มุคุโร่...ดูเรียบเฉยเย็นชา
“โคลม..?” ไม่รู้ว่าเสี้ยวหน้าที่อยู่ในเงามือรู้สึกอย่างไร...อาจจะโกรธ กับคำถามถือสิทธิ์
เด็กสาวเงื้อมือขึ้น...ในวินาทีหนึ่งอาจจะฟาดลงไปที่บางส่วนบนหน้าเขา...แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นก็ไม่คิดจะหยุดเอาไว้....ถือว่าเธอมีสิทธิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง...เขาเพียงหลับตา แล้วรอความเจ็บที่จะตามมา
...หากในการรอคอยสิ่งที่น่าจะเกิด...สิ่งแรกที่ประสาทสัมผัสทั้งห้ารู้สึกคือกลิ่นหอมจางที่คุ้นเคย ความเจ็บชาที่จะประทับบนผิวแก้มก็ถูกแทนที่ด้วยสัมผัสอุ่นที่โอบรอบคอ
“แบบนี้น่ะเหรอคะ?” เสียงหวานกระซิบถามที่ข้างหู...มุคุโร่กระพริบตาช้าๆกับสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิด...ไม่นาน...ก็เอื้อมมือออกไปดึงร่างบางสู่อ้อมแขน...โอบอุ้มไว้ราวสมบัติล้ำค่า
“ขอบใจ” ตอบรับแผ่วเบาพอๆกัน ก้มหน้าลงแนบจูบกับลาดไหล่บาง จดจำกลิ่นกรุ่นจากเรือนกายอบอุ่น...ก่อนที่วันใดวันหนึ่งจะไม่ได้สัมผัสอีก...
“เหงาเหรอคะ?” คำถามแสนซื่อ ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงราวแสนเศร้าราวบทร่ำไห้ในบทละครโศก นัยน์ตากลมโตปิดลงราวต้องการปิดกั้นบางสิ่ง...อยากร้องไห้ให้กันคนที่สวมกอดอยู่ตอนนี้...คนที่ใส่หน้ากากยิ้มแสนสุภาพ ทั้งที่ภายในทนเก็บงำความเดียวดายอันไร้ที่สิ้นสุดไว้เพียงลำพัง
“คงใช่มั้งครับ?” ยอมรับพลางหัวเราะแสนหลอกลวง...ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่...ในสิ่งที่เคยปรามาสเอาไว้ว่าเป็นเพียงการการกระทำของมนุษย์อ่อนแอ...ขวนขวายหาสิ่งยืนยันการมีอยู่ของตัวเอง....
“ขอโทษนะที่ทำแบบนี้”
“ไม่รู้หรอกนะคะว่าท่านเจออะไรมา “ คลายลำแขนจากร่างสูง ผละออกจากอ้อมแขนอุ่นส่งยิ้มเศร้า “แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านสบายใจ...ฉันก็จะทำเพื่อท่าน”