มันยังไม่จบ!!!! ยังต่อได้อีกกกกกก

***********************************

                วันแรก ที่ห้องสมุดจะเปิดให้ยืมหนังสือ...แทนที่ผมจะประจำอยู่ที่ห้องสมุด แต่เช้านี้เลือกที่จะอยู่โรงอาหารเพื่อเติมพลังงานสำหรับทำงานเต็มตัววันแรก(เอาน่ะ...ผมว่านี่ก็ยังเช้าอยู่นะ นักเรียนคงไม่ถึงขั้นออกันอยู่หน้าห้องสมุดหรอกน่ะ)

  

                ในมือผมประคองถ้วยข้าวซอยเจ้าอร่อย  อีกมือนึงตักเครื่องปรุงใส่ตามความเคยชิน...พริกป่น-น้ำปลาช้อนที่ 1....2....3....4....5

  

                อาจารย์ ผมว่าออกจะเยอะไปนะฮะ

 

  Im & Expression 25 ศนธิยา วรัญยากรณ์ 

 

                เสียงทักจากข้างตัวเรียกผมให้ผมหันไปมอง...เอ่อ สาวหล่อคนดังประจำชั้น 4/1 เธอ(ใช้อย่างนี้ได้รึเปล่านะ?)ยิ้ม แล้วพูดต่อไป

 

                  คนที่เป็นความดันสูงน่ะ ไม่ควรกินอะไรที่รสจัดๆนะฮะ  ไม่งั้นความดันขึ้นแล้วน่ากลัว โรคเรื้อรังจะถามหานะฮะ....พูดเหมือนหมอโชคเปี๊ยบ  

                ครับ...                

                อันที่จริงข้าวซอยนี่อาจารย์ก็ไม่ควรทานมากนะฮะ ดูสิกะทิข้น มันย่องเชียว....ของพวกนี้ลดๆบ้าง ทางที่ดีควรหันมาทานพวกผักสดผลไม้สด โดยเฉพาะผักใบเขียวน่ะฮะ 

                ครับ...ขอบใจมาก บางทีผมก็ลืมตัวน่ะ ผมยิ้มตอบ...ที่จริงผมก็รู้มาบ้างแล้ว แต่ไอ้การกินรสจัด มันจัดนี่ผมดันติดเป็นนิสัยซะแล้ว...แต่ก็ดี มีเด็กอย่างอินทรีช่วยเตือนบ้างจะได้เพลาๆลงหน่อย

  

                เตือนด้วยความหวังดีนะฮะ ผมยังอยากได้เพื่อนไปงานคอสฯงวดหน้าด้วยกันอีกซักคนน่ะฮะ

  

                เจ้าภูบอกล่ะสิท่า? ผมหัวเราะ...ชักจะชินแล้วเวลานักเรียนหรือเพื่อนครูทักแบบนี้

  

                ฮะ....แต่ที่จริงผมว่าผมคุ้นหน้าอาจารย์มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าเหมือนเคยเห็นที่งานคอส เลยไปถามภูดู ปรากฏว่าใช่จริงๆด้วย

  

                ....เออ เอาเข้าสิ สรุปว่าเรื่องที่ผมไปเฮอยู่แถวงานการ์ตูนนี่ก็รู้กันไปทั่วแล้วสินะ....

  

                ไหนๆก็รู้กันละ เลยนั่งเม้าท์แตกกัน อินทรีซักพักนึง  แลกรูปที่เคยไปคอสกันดู...คอสได้หล่อกว่าผมอีกแน่ะ!...ชะ น่าอิจฉา

  

                ครู่ใหญ่ๆ ผมก็ลากสังขารกลับห้องสมุด แต่ระหว่างทางเจอใครเข้าซะก่อน

 

  

Im & Expression 26 & ปรินทร์ทิพย์  สิริอนันต์กาล

 

  

                สาวแว่นผมยาว เดินอ่านหนังสือผ่านผมไปช้าๆ...ผมมองตามแล้วยิ้มจางๆ ปลาสินะ? เธอทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเรียน ม.ปลายที่ชอบอ่านหนังสือไปเดินไป จนชนนู่นชนนี่บ่อยๆ

 

                แต่ เอ๊ะ! เมื่อกี้ผมได้เตือนเธอรึเปล่านะ ระวังชนเสา

 

                โอ๊ย!” นั่นไงล่ะ เหมือนกันจริงๆด้วย ผมรีบเดินไปช่วยปลาที่ลูบหัวตัวเองอยู่ป้อยๆ

 

                เป็นอะไรมากรึเปล่า?

 

                ม...ไม่เป็นไรค่ะ ตอบทั้งๆที่เห็นหยดน้ำอยู่ที่หางตา หน้าผากที่เก็บผมขึ้นเกือบหมดทีรอยแดงๆไว้ดูต่างหน้า...คงจะเจ็บเอาการ

 

                อ่านหนังสือเพลินล่ะสิเนี่ย ถึงได้ไม่มองทาง ผมก้มเก็บหนังสือที่เธอหนีบมาด้วย แล้วก็สะดุดตากับปกหนังสือเล่มหนึ่ง...

  

                ....Nightmare - Bloody - Memories of Love.....

 

                ...เดี๋ยวก่อนสิ...นี่มันหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ผมรวมหัวเขียนกับเพื่อนตอนอยู่มหาลัยนี่หว่า....

 

                อ่านด้วยเหรอ...เรื่องนี้? ผมหันปกหนังสือเข้าหาปลา เธอพยักหน้า

 

                แล้ว ชอบเรื่องสั้นเรื่องไหนที่สุดครับ? รุกต่อไป..ใจเต้นนิดๆ แอบหวังด้วยว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องของผม

 

                ก็...Bloody ค่ะ ....โอ้ว ปู่จีเจ้าขา ใช่จริงๆด้วย!!! (>,,[ ],,<)b

 

                อาการตอนนั้นแทบเต้นจัมปาก้าถวายเจ้าที่ แต่เกรงปลาจะตกใจว่าผมผีเข้า เลยไม่ได้แสดงออกไปมากกว่ายิ้ม

 

                ชอบเรื่องเดียวกันเลย ผมว่าธูปดอกสุดท้ายเข้าใจผูกเรื่องดีนะ...นั่นแน่ะชมตัวเองให้ชื่นใจหน่อย

 

                ค่ะ เรื่องของแอนดรอยด์ที่หมกมุ่นกับการฆ่าดัวตาย กับทหารที่อยากเปลี่ยนตัวเองเป็นไซบอร์กเพราะไม่อยากตาย...เป็นอะไรที่ขัดแย้งกันดีนะคะ ปลายิ้มจางๆ..โอ้ แม่คุณเอ๋ย โดนชมจังหน้าแบบนี้ไอ้รันตร์ล่ะปลื้ม

 

                ค่ะ แต่หนูว่ามันออกจะน้ำเน่าไปหน่อย

 

                ....?.... ...หา?

 

                ทั้งที่ Memories of love ที่ว่าชื่อหวานกว่า แต่ ในตอนจบBloody กินขาดเลยล่ะค่ะ หน้าตายืนยันหนักแน่น

 

                ...ยิ้ม ต้องยิ้มรับใช่มั้ย ถือว่าคำวิจารณ์คือยาที่ต้องเอามารักษาโรคบกพร่องของตัวเอง...

 

                ครู่หนึ่งถึงได้รู้สึกว่าปลาจ้องที่ข้างไหล่ผม ผมมองตามแล้วก็พบอากาศว่างเปล่า...มองอะไร?...อ๋อ รึว่า

 

                ยังเกาะอยู่ใช่มั้ย หมอเนี่ย? ชี้ไปที่ไหล่ตัวเอง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำบุญไปให้

 

                เห็นเหรอคะ? ปลาทำหน้าแปลกใจนิดหน่อย...อา แสดงว่าผมเดาถูกสินะ

 

                เปล่าหรอก โดนธูปทักมาน่ะ..หัวเราะ หัวเราะเข้าไว้ จะได้ไม่รู้ว่าชั้นกลัวนะเว้ย!!

 

                จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ผมคืนหนังสือให้ปลา แล้วแยกย้ายกันไป

 

 

                ...แต่อีกคนที่มองไม่เห็นคงจะตามอยู่...

 

                ...พอคิดอย่างนั้นไอ้ที่เคยหวั่นๆอยู่ตอนแรกก็ชักกลายเป็นรำคาญ ผมถอนหายใจแล้วพูดกับตัวเอง

 

                เมื่อไหร่... กำหมัดแบบการ์ตูนเหลืออด ก่อนจะหันขวับไปข้างหลังชี้มือไปสุดแขน แล้วปล่อยออกไปให้สุดเสียง

 

                แกจะเลิกตามชั้นซักที!!!”

 

                ...พูดออกไปแล้ว....น่าจะสบายใจใช่มั้ย ที่ได้ด่าผีซักครั้ง แต่เปล่าเลย....

 

                ....ข้างหลังผมกลายเป็นเด็กชายผมเกรียนแทนที่จะเป็นอากาศว่างเปล่า....

 

  

Im& Ex pression 27  ทวิชา คัคนานันต์

                

                ผมนิ่งค้างไป 2 วิฯ หูแว่วยินเสียงเพล้งลอยมาจากที่ไหนซักที่(หรือบางทีมันอาจจะเป็นเสียงหน้าของผมเอง)

  

                ขอโทษครับอาจารย์ คิตตี้บอยก้มหัว...สีหน้าบ่งบอกความงงปนตกใจ...ปู่จีช่วย ทั้งคำพูดและตำแหน่งมือของผมดันชี้ไปที่หน้าเขาพอดี...มันมากพอที่จะตีความได้ว่าผมกำลังพูดกับเขา

 

                ไม่ใช่นะ ผมไม่ได้หมายถึงเธอ ผมค่อยลดมือลง..เวรล่ะสิ ตั้งใจจะด่าผี ไหงกลายเป็นเด็กได้หว่า

 

                ถ้างั้นอาจารย์พูดกับใครล่ะครับ? หน้าขาวๆเต็มไปด้วยอาการงง...แม่จ้าว ถามมาอย่างนี้แล้วจะตอบยังไงดีล่ะเนี่ย?...ตอบว่าพูดกับผี? คงโดนหาว่าประสาท

 

                เอ่อ..ก็... เริ่มต้นด้วยประโยคสิ้นคิด ที่ทำให้ประโยคต่อไปไม่เนียนเอาเสียเลย...พอคิดอย่างนั้นได้ก็เลือกปฏิเสธดีกว่า ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่อยากระบายอะไรบ้างเท่านั้นเอง...วินาทีนี้ผมคิดอยากเนียมเก่งแบบหมอกั๊ซ

 

                วิทำท่าไม่เชื่อ...(แน่ล่ะ ท่าทางอย่างผมเชื่อยาก)

 

                เอาน่า เอาเป็นว่าผมไม่ได้ว่าให้เธอ โอเคนะ? อาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวก็ได้

 

                แทนที่จะไม่เชื่อ วิกลับทำตาลุกวาวขึ้นมา เหมือนจะสนใจขึ้นมากะทันหัน อ๋า...ใช่สิ  เพิ่งนึกออกว่าชาเคยถามถึงหนังสือเกี่ยวกับ ยูเอฟโอ มนุษย์ต่างดาว ดูท่าจะสนใจเรื่องแบบนี้สินะ ...?

 

                เอาเป็นว่า ปลีกตัวจากวิมาได้โดนที่ไม่โดนหาว่าบ้า(หรืออาจจะพูดในใจก็ได้ -- ก็ผมไม่ได้ยินนี่นะ)

 

 

   Im & Expression 28 & 29 & 30- นิมมาน ศาตราวัฒน์ /กนต์ธร นราโชติ /ต้นไม้ รัตนมณีโชติ  

 

                หาอะไรอยู่น่ะเรา? ผมถามกีกี้ที่เทียวไปเทียวมาหลายรอบอยู่แถวชั้นหนังสือ

 

                เอ้อ หนังสือเกี่ยวกับแมลงน่ะครับ อาจารย์ เขาตอบเบาๆ  ผมยิ้มแล้วชี้มือไปที่ตู้หนังสือหมวด 500

 

                อยู่โน่น หมวดวิทยาสาสตร์ ลองหาดูนะ

 

                ครับ ครับ ตอบรับตั้งสองครั้ง

 

                ดูท่าจะรู้เรื่องแมลงดีนะเนี่ย

 

                ก็ ในระดับนึงครับ

 

                งั้น... ผมลดเสียง แล้วก้มมาคุยกับกีกี้ใกล้ๆ พอจะรุ้วิธีไล่แมลงสาปบ้างมั้ย? มันชอบอยู่ตามมุมตู้น่ะ ผมลองทำทุกวิธีแล้วแต่มันก็ยังกลับมาอยู่ดี..พาลทำนักเรียนหญิงกรี๊ดจนผมสะดุ้ง--เอ้อ โดยเฉพาะฟ้าน่ะ

 

                รู้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้ก็ได้

 

                ขอบใจมาก ผมตบไหล่กีกี้เบาๆ ผมฝากความหวังไว้ที่เธอนะ

 

                กีกี้พยักหน้าแล้วเดินออกไป ไม่นานก็มีเด็กหนุ่มตัวเล็กหอบหนังสือมาวางที่เค้าท์เตอร์ ผมมองหน้าที่ออกโชตะแล้วยิ้ม

 

                ครับ? ช้อนตามองแล้วถามแบบสงสัยนิด...นี้ถ้าสาวนิยมเด็กมาเห็นคงกรี๊ดกันสนั่น

 

                เปล่า...แค่คิดว่าเธอหน้าเหมือนสาวนักเขียนโดฯเจ้าประจำที่ผมชอบไปซื้อน่ะ ตอบพลางจัดการหนังสือให้เขา

 

                ใช่คนที่ชื่อน้ำรึเปล่าครับ

 

                ใช่ๆ คนนั้นแหละผมตาลุก มองหน้าธรอีกครั้ง รู้จักเหรอ?

 

                พี่สาวผมเองครับ

 

                จริงน่ะ!” แทบกระโจนจากเค้าเตอร์ ไปขอจับมือ ผมตามซื้อทุกเล่มเลยนะนั่น คราวหน้าถ้าผมไม่ได้ไปที่งาน เธอกั๊กไว้ให้ผมซักเล่มได้รึเปล่า?

 

                ได้ครับ เหมือนจะอึ้งนิดๆ ที่จู่ๆผมก็พล่ามยาว แต่พอลงท้ายที่ขอซื้อ หนุ่มธรก็เรียกสติตัวเองมาได้ทันที

 

                ผมยิ้ม..แล้วเซฟชื่อธรไว้ในสมอง -- เอเย่นขายโดจินที่ในอนาคตต้องรู้จักกันมากขึ้น

 

                ทันทีที่วางหนังสือให้ธรเสร็จ เด็กอีกคนก็วางหนังสือไว้บนเค้าเตอร์ ผมเห็นถือรูบิกมาด้วย....

 

                คู่แข่งของครูซันมาแล้วสินะ ผมแซวเล่นๆ ต้นไม่ตอบผม....แค่ยิ้ม

 

                วันหลังก็สอนผมเล่นด้วยแล้วกัน จะได้เอาไปเล่นกับครูซัน ผมชวนคุย...ไม่อยากอยู่เงียบๆน่ะ แต่เด็กคนนี้ก็ไม่ค่อยตอบอะไรนักหรอก เหมือนจะไม่ช่างพูดน่ะ

 

                หนังสือที่ยืมมีแต่พวกฟิสิกส์-คณิตศาสตร์ชั้นสูง ได้ยินมาว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ เรียนลัดชั้นสินะ...เด็กรุ่นนี้เก่งๆกันเยอะแฮะ

 

                เจอแล้วครับอาจารย์ ขอบคุณมากครับ กีกี้หอบหนังสือสารพัดแมลงมาวางไว้บ้าง

 

                แล้วก็...กีกี้ล้วงกระเป๋า หยิบกล่องพลาสติกใสๆวางทับหนังสือ จัดการคุณปีเตอร์เรียบร้อยแล้วครับ

 

                ในกล่องนั้นมีแมลงสาบ3-4ตัวไต่ดุ๊กดิ๊กอยู่ในนั้น ต้นกับธรที่อยู่ถัดไปถึงกับผงะ ทั้งคู่รีบคว้าหนังสือแล้วจ้ำออกจากห้องสมุด

 

                ...อ้าว กลัวแมลงสาปหรอกรึเนี่ย....?

 

                ผมมองกลับมาที่กีกี้ซึ่งทำหน้าเหรอหรา...อา สงสัยต้องพูดกันเรื่องจังหวะในการแสดงออกกันหน่อยล่ะ

   

*****************************

  

                ผมเพิ่งรู้ตัวเองว่าหยิบกระเป๋าผิดใบก็เมื่อปาไปเกือบเลิกเรียน เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาดู แทนที่จะเจอพจนานุกรมเล่มเท่าเขียงกับต้นฉบับงานแปล กลับกลายเป็นเสื้อแขนยาวสีขาวติดเข็มกลัดแสดงยศที่ไม่ใช้กันในโลกความเป็นจริง

 

                นี่มันชุดไวท์สเปลที่ยืมยัยโอ๋มานี่นา ยังไม่ได้เอาไปคืนอีกเรอะ?

 

                ไพล่นึกถึงรุ่นน้องสุดเขี้ยวที่เพิ่งไปยืมชุดไปเฮที่งานคอส...จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้เอาไปคืน ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนจะว่ายังไงบ้าง(อย่างมากก็แค่บังคับให้ผมเอาแมวไปเลี้ยงอีกตัวแทนค่าเช่าเท่านั้นแหละน่า)

 

                ผมถอนใจหน่ายๆเมื่อคิดถึงบรรดาแมวๆที่วิ่งพล่านเต็มบ้าน(เนื่องจากถุกยัยโอ๋ยัดเยียดให้ช่วยเลี้ยง...และหาข้ออ้างเพิ่มจำนวนทุกครั้งที่ผมไปยืมของจากหล่อนแล้วคืนช้า) แต่ในวินาทีที่คลี่ชุดออกมาดู...ผมรู้สึกว่าเรื่องมันคงไม่จบแค่ได้แมวอีกตัวแน่ๆ

 

                รอยขาดยาวเป็นคืบที่ปรากฏตรงแนวไหล่นั่น! ไปได้มาตอนไหน!!?

 

                แทบลมจับ...ขืนเอาไปคืนทั้งที่อย่างนี้ล่ะก็ โดนฆ่าแหงๆ

 

                ....ต้องซ่อม...คือคำสั่งแรกจากสมองส่วน ผมมองนาฬิกาข้อมือ...ใกล้เลิกเรียนแล้ว??

 

 

  Im & Expression 31 & 32 & 33 & 34 & 35 & 36 -- พนมกร เลค/พลอย วานิชวิทย์ /กัมปนาท อินทศร/ ปิยธิดา จินตนปิยะ/สุรเดช อักขรวิกรม/จิตรกร เจริญวัฒนศิลป์   

 

                เอ่อ...ครูกฤตครับ ผมโผล่หน้าไปที่ห้องคหกรรมหลังกริ่งเลิกเรียนแผดเสียง...เวลาที่ครูน่าจะว่าง แต่เปล่า ห้องคหกรรมยังมีนักเรียนควงหม้อ ไห ตะไหล ป้าก เดินกันให้วุ่น

 

                อ้าว มีอะไรเหรอคะ ครูรันตร์? ครูกฤต..ซึ่งในเวลานี้คงไม่ได้สอน แต่อยู่คุมเด็กเฉยๆ หันมายิ้มให้ผม

 

                อ๋อ เปล่าครับ แค่อยากให้ช่วยเย็บเสื้อให้หน่อย สายตาสั้นสุดกู่ของผมประเมินสภาพในห้องคหกรรมแล้วหาข้อสรุปให้ตัวเองแต่ ไม่ว่างก็ไม่รบกวนล่ะครับ

 

                ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวกฤตทำให้ ครูกฤตหันไปหยิบชุดเย็บ ผมจำต้องยื่นเสื้อเจ้าปัญหาให้เพื่อนร่วมงานจัดการเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ

 

                ขาดเยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย เธอพูดอย่างนั้นก่อนจะเริ่มลงมือ โดยมีผมจับตาดูด้วยใจระทึก...แต่ไม่ทันไร เสียงโทรศัพท์ของครูกฤตก็ดังขัด เธอมองเบอร์ติดต่อแล้วพึมพำเบาๆ

 

                ขอโทษนะคะ จากทางบ้านน่ะค่ะ

 

                ไม่เป็นไรครับ รับก่อนก็ได้ เผื่อมีเรื่องด่วน

 

                งั้นเดี๋ยวกฤตจะให้น้องๆเย็บให้ก่อนนะคะ ครูรันตร์จะได้ไม่รอนาน เธอหันไปเรียกนักเรียน น้องฮุย มาช่วยเย็บเสื้อให้ครูรันตร์แทนพี่แป๊บนึงนะคะ

 

                ไม่นานสาวผิวสีน้ำผึ้ง ก็มาตามที่ครูกฤตเรียก

 

                ไม่ต้องห่วงนะคะ น้องคนนี้เก่งค่ะ กฤตรับรองครูคหกรรมยิ้มให้ผม ก่อนจะปลีกตัวไปรับโทรศัพท์

 

                ฝากด้วยนะครับ ผมยิ้ม...สาวฮุยแค่พยักหน้าตอบ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานที่ถูกมอบหมายโดยไม่พูดอะไร จากที่ดูผมว่าทักษะดีเอาการ

 

                เก่งนี่เรา... ฮุยมองผมแป๊บนึง แล้วตอบรับ

 

                ...ค่ะ เสียงออกประหม่ากลายๆ ผมเลิกคิ้ว...แปลกนะ ผมคิดว่าเธอจะเป็นคนเย็นชาซะอีก

 

                ฮุยคงเก่งงานฝีมือนะครับ ทำอะไรเป็นบ้างล่ะ

 

                เย็บ ชุน สอย ปักคอสติส...พอได้ค่ะ

 

                ชวนคุยเสียบ้าง ถึงจะเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ผมว่ายังดีกว่านั่งไม่พูดไม่จากันล่ะ ส่วนตัวผมว่าฮุยก็ไม่ใช่คนเย็นชาอะไร แต่แค่พูดไม่เก่งเท่านั้นเอง

 

                ไม่นานก็เสร็จ ชุดไวท์สเปลเหมือนสภาพเดิมที่ยืมมาชนิดที่บอกก็คงเชื่อยากว่าเคยขาดตั้งคืบ

 

                เสื้ออะไรเหรอครับ อาจารย์ สุน-หนุ่มแว่นสุดเนี้ยบถามผมหลังจากปลีกตัวออกมาจากพวกสาวๆที่ยังง่วนอยู่กับอะไรซักอย่าง(ผมคิดว่าน่าจะเป็นขนมนะ)

 

                เอ่อ...ก็... ไม่ค่อยอยากบอกเท่าไหร่าเป็นชุดคอส(เขินน่ะ) แต่แหม...ดูดีไซน์มันแล้วจะบอกว่าเสื้อใส่เล่นก็กะไรอยู่

 

                ชุดที่ไปคอสใช่มั้ยคะ? พลอยถามยิ้มๆ

 

                ...ครับ จำใจตอบเบาๆ

 

                ใส่ให้ดูหน่อยสิฮะ

 

                ไม่เอา ปฏิเสธในทันที โอ้ พ่อคุณ พูดอะไรออกม๊า!!!

 

                นะฮะ ผมอยากเห็น ส่งสายตาแปลกๆพลางหยิบแผ่นอะไรบางอย่างยื่นมาตรงหน้าผม ว่าจะเหมือนนี่รึเปล่า?

 

                ...ผมอยากลงไปชักตาตั้งทันทีที่เห็นว่ามันเป็นรูปผมในคราบโชจัง...

 

                ไปเอามาจากไหนน่ะ!”

 

                มันหล่นมาจากกระเป๋าอินทรีน่ะฮะ ผมเลยเก็บมา แล้วเพิ่งรู้จากภูว่าเป็นอาจารย์...เยี่ยม ทีนี้ก็รู้กันไปทั่ว...ลาก่อนภาพลักษณ์อาจารย์ที่แสนดีของฉัน

 

                จากที่ภูให้ผมดู ผมว่าตัวที่อาจารย์ไปคอสนี่ เป็นตัวร้ายใช่มั้ยฮะ?

 

                ผมพยักหน้า

 

                แต่หน้าอาจารย์ดูเป็นคนใจดีนะฮะสุนพลิกรูปถ่ายเข้าหาตัวเอง ขมวดคิ้วเข้านิดๆ อันที่จริงน่าจะเขียนขอบตาเน้นที่หางตา จะได้ดูร้ายๆตามคาร์แรกเตอร์...

 

                จริงเหรอ? ชะโงกหน้าไปดู...หลังจากนั้นสุนก็ช่วยแนะนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเรื่องแต่งตัวให้ผม...อืม ก็เข้าท่าล่ะ สุนมีหัวทางด้านนี้ไม่น้อย...เห็นอนาคตเมคอัพ อาร์ทติส ลอยมาเลยล่ะ

 

                ไม่นาน พวกสาวๆก็ถือถ้วยเล็กๆ มาให้ผม

 

                สับปะรดลอยแก้วค่ะอาจารย์ ฟาร์มยิ้มตามมาด้วยตั้งโอ๋ ผมประเมินความหวานจากสายตาแล้วคงอยุ่ในระดับ max แล้วไพล่ไปถึงที่อินทรีเตือนเมื่อเช้าว่าอย่าทานหวานมาก

 

                อาจารย์คงไม่เกลียดสับปะรดนะคะ ลุกเจ้าของไร่สับปะรดดักคอ...คงจะเห็นสายตาลังเลของผมนั่นแหละ

 

                ไม่เลยครับ ไม่เลย โดยเฉพาะสับปะรดแกล้มเบีย(คุรัน)น่ะ หึหึ

 

                ถ้างั้นก็มาทานด้วยกันนะคะ ครูรันตร์เคยบอกว่าชอบของหวานนี่คะ ครูกฤตกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม...เอาล่ะ พูดอย่างนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วล่ะนะ

 

                พลอยมาทานด้วยกันสิ ชวนอีกคนที่ทำท่าจะไม่แตะ แล้วก็ใช่จริงด้วย พลอยส่ายหน้า

 

                ไม่ล่ะค่ะ เดี๋ยวอ้วน

 

                สับปะรดไม่ทำให้อ้วนหรอกนะพลอย บูมหัวเราะ สาวคนนี้หายใจเข้า-ออกเป็นสับปะรดจริงๆ

 

                สุดท้ายก็ลากพลอยเข้าวงไพบูลย์สับปะรดลอยแก้วได้โดยอ้างว่าฟาร์มกับตั๋งโอ๋อุตส่าห์ตั้งใจทำ ผมอยู่ที่ห้องคหกรรม จนกระทั่งช่วยเด็กๆล้างจานเสร็จแล้วฝนก็เทลงมา

 

                ว้า.... หลายคนอุทานอย่างนั้น...มันคงไม่สนุกนักถ้าต้องเปียก

 

                จะกลับกันยังไงล่ะเนี่ย? น้องๆเอาร่มมากันรึเปล่า? ครูกฤตหันไปถาม...แปลก บางคนไม่ได้วิตกเท่าไหร่ที่เห็นฝนตก โดยเฉพาะตั้งโอ๋ที่ดูเหมือนจะอารมณ์ดีซะอีก

 

                ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฟาร์มเอามา ใช่มั้ย?

 

                ค่ะ

 

                ...น่าขอบใจฟาร์มที่พกร่มติดตัวตลอด เวลานี้มีประโยชน์เอามากๆ อย่างน้อยเด็กๆก็ไม่ต้องเปียกกลับบ้าน

 

                อารมณ์ดีจริงนะทั้งที่ฝนตกอย่างนี้ ผมทักตั้งโอ๋ที่เหมือนจะฮัมเพลงเบาๆออกมาด้วย

 

                ชอบฝนน่ะค่ะ เธอตอบเบาๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง...ไม่รู้ว่ากลางสายฝนแบบนั้นเธอมองอะไร

 

                แต่เป็นผมคงไม่ค่อยเท่าไหร่ล่ะครับ ขี้เกียจนั่งซ่อมหนังสือที่เสียรูปเพราะเปียกน่ะ ผมพูดเรื่อยเปื่อย รีบกลับได้แล้วนะเรา เย็นแล้ว

 

                จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ ผมเดินใต้หลังคาอาคาร -- นับว่าโชคร้ายที่วันนี้ไม่ได้เอาร่มมา สายตามองฝ่าฝนหยุดที่ใครคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างนอก ไม่ยี่หระกับหยดน้ำที่พร่างพรมจากฟ้า

 

  

Im & Expression 37 -ภูมิ วสันตนิรันดร์

  

                ร่างสุงใหญ่ที่แลเหมือนหมีกระโดดย่ำไปตามพื้นเปียกน้ำ เหมือนเด็กที่เหยียบเล่นเหยียบเงาตัวเอง

 

                เข้าร่มเถอะภูมิ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะ ผมเรียกชายภูมิ แต่เขาแค่หันมาสวัสดีผมเท่านั้นเอง

 

                ไม่เป็นไรหรอกครับอาจารย์ เกิดมาผมยังไม่เคยเป็นหวัดเพราะฝนเลยซักครั้ง

 

                ผมเลิกคิ้ว...รึว่าจะเป็นพวกเดียวกับตั้งโอ๋นะ ที่ชอบฝน

 

                ไม่หนาวเหรอ?

 

                ฝนเย็นสบายต่างหากล่ะครับ ภูมิหัวเราะ อาจารย์ไม่ชอบฝนเหรอครับ?

 

                ก็ไม่เชิง ผมมองฝน เอื้อมมือออกไประกับหยดน้ำ ผมแค่ไม่ชอบที่คนเอาหนังสือไปบังฝนน่ะ

 

                ไม่ใช่ความผิดของฝนซักหน่อยนะครับ ภูมิแย้ง หน้าตาประมาณทนายที่แก้ต่างให้ลูกความ ผิดที่คนต่างหากล่ะครับ

 

                ผมหัวเราะ...อาจจะใช่ ผิดที่คน

 

                ผมมองภูมิแล้วนึกถึงตอนเด็กๆ ที่ไม่ว่าเห็นฝนเมื่อไหร่ก็ออกไปวิ่งเล่น ย่ำไปบนโคลนเลน แม้จะรู้ว่ากลับมาแล้วต้องโดนดุ  แปลกที่ยิ่งโตความคิดที่จะตากฝนก็ค่อยหายไป...อาจจะด้วยเส้นแบ่งของคำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก

 

                ที่จริงก็อยากเดินลุยฝนเหมือนเธออยู่หรอก พึมพำเบาๆ ไม่ได้ตั้งใจจะให้ใครได้ยิน

 

                ทำไมไม่ออกมาล่ะครับ? ใกล้แค่นี้เอง

 

                ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเปียก ผมปฏิเสธ อีกใจนึงกลัวหวัดถามหา ผมคงไม่แข็งแรงเท่าๆกับภูมิหรอกครับ(น่าอิจฉานะ คนที่ไม่เจ็บไม่ป่วยง่ายนี่ -- แต่ว่า ผอ.เลี้ยงยังไงนะถึงได้แข็งแรงขนาดนี้)   

 

***************************

 

 

                ฝนค่อยซาแล้วก็หยุดไป ผมนึกขอบใจที่มันเป็นแค่ฝนไล่ช้าง พาตัวเองออกจากที่ร่มแล้วหันเข็มทิศไปที่ป้ายรถเมลล์ แต่แปลก ที่วันนี้เหมือนจะมีคนมุงหันที่ป้านรถเมลล์มากเป็นพิเศษ

 

                มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ แปะ? ผมถามอาแปะที่เฝ้าแผงหนังสือใกล้ๆกัน

 

                เด็กตีกัน ตะแกตอบสั้นๆ...ถึงจะไม่ใช่นิสัยของผมที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องแบบนี้ก็เหอะ แต่อดไม่ได้ที่จะชะเง้อดู...ในเวลานี้ชักอดสูส่วนสูงแค่มาตรฐานชายไทย เพราะชะเง้อดูยังไงก็เห็นแต่หัวดำๆของคนที่สูงเท่ากัน...เฮ้อ ถ้าเป็นเย้เยรึธีคงจะเห็นอยู่หรอก

 

                นึกว่าจะแน่!! ด่อ อ่อนว่ะ!” เสียงแจ้วๆจากในวงไทยมุงคุ้นหูแปลกๆ ผมค่อยแทรกตัวผ่านไปทีละน้อย...อย่าหาว่าสอดรู้สอดเห็นเลยนะ เสียงนั่นคุ้นหูผมอย่างกันเคยได้ยินที่ไหน

 

                ที่เห็นอย่างแรกคือหนุ่มหนุ่มเครื่องแบบอาชีวะมีชื่อแถวๆนี้...ดูท่าหมอนั่นจะโดนอัดจนกองไปกับพื้น ข้างๆนั่นมีเด็กผมสีน้ำตาลตัวเล็กยืนเท้าสะเอวอยู่

 

                ชะ!รู้จักไอ้ต้นน้อยไปซะแล้ว.

 

                น้ำ!”   

 

Im & Expression 38 ต้นน้ำ พรรังสรรค์

 

  

                ผมอุทาน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กโรงเรียนเรา น้ำหันมา...

 

                อา-- ไม่ทันจะพูดต่อ ผมก็คว้าหลังคอเสื้อน้ำลากออกจากวงไทยมุง พอได้ที่